คำถามที่พบบ่อย - ฟิลลิปประกันชีวิต PhillipLife

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและต่ออายุกรมธรรม์


1.ในกรณีที่ไม่สามารถส่งเบี้ยประกันภัยต่อไปได้จะทำอย่างไร

เมื่อทำประกันชีวิตมาระยะเวลาหนึ่งแล้วไม่สามารถส่งเบี้ยประกันภัยต่อได้ จะมีแนวทางให้เลือก 3 แบบคือ

ขอรับเงินสด  กรณี นี้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยจะสิ้นสุดทันที จำนวนเงินสดที่ได้รับคืนจะเป็นไปตามจำนวนที่ระบุในตารางเวนคืนเงินสดที่แนบ อยู่ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย

ขอเปลี่ยนเป็นมูลค่าใช้เงินสำเร็จ   กรณีนี้ระยะเวลาความคุ้มครองจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่จะนวนเงินเอาประกันภัยจะลดลง จำนวนเงินเอาประกันภัยใหม่จะเป็นไปตามจำนวนที่ระบุในตารางมูลค่าใช้เงิน สำเร็จที่แนบอยู่ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย

ขอเปลี่ยนเป็นมูลค่าขยายเวลา   กรณี นี้จำนวนเงินเอาประกันภัยจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ระยะความคุ้มครองใหม่จะเป็นไปตามที่ระบุไว้ในตารางมูลค่าขยายเวลาที่แนบ อยู่ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย

2.ทำไมต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้บริษัทประกันชีวิตทราบ

เหตุผลที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้บริษัทประกันภัยทราบก็เพื่อ บริษัทประกันภัยจะได้จัดส่งเอกสาร หลักฐานต่างๆ เช่น ใบเตือนแจ้งการชำระเบี้ยประกันภัย ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันภัย หรือหลักฐานอื่นๆ ให้แก่ท่านได้อย่างครบถ้วนอีกทั้งในกรณีที่ต้องมีการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย เช่น เงินคืนตาม กำหนดเวลาหรือเงินครบกำหนดสัญญา ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินดังกล่าวอย่างครบถ้วน และการแจ้งผู้อา ประกันภัยจะต้องแจ้งให้บริษัทประกันชีวิตรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษรโดยตัวผู้เอาประกันเองเท่านั้น ใน กรณีที่มีการจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล เงินคืนตามระยะเวลา หรือเงินครบกำหนด สัญญา จะได้สามารถติดต่อผู้เอาประกันภัยได้

3.ผู้เอาประกันภัยจะเวนคืนเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยไปให้บุคคลอื่นได้หรือไม่

สัญญาประกันชีวิตบางสัญญาจะมีมูลค่าเงินสดฝากสะสมไว้กับบริษัทประกันชีวิตโดยสังเกตได้จากตาราง ท้ายกรมธรรม์ประกันภัยเงินจำนวนนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับเงินฝากธนาคาร ผู้เอาประกันภัยจึงสามารถ เวนคืนกรมธรรม์ภัยเพื่อรับเงินตามมูลค่าที่มีอยู่ในกรมธรรม์ได้เช่นเดียวกับการถอนเงินในบัญชีเงินฝาก ธนาคาร ดังนั้นผู้เอาประกันภัยจึงสารมารถโอนประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตนี้ไปให้บุคคลอื่นได้

4.เมื่อทำประกันชีวิตแล้วมีกรณีใดบ้างที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้รับผลประโยชน์

ผู้เอาประกันภัยจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคลอื่นได้ในกรณีต่อไปนี้

1.ถ้ามีการส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ไปแล้ว และ

2.ผู้รับผลประโยชน์แจ้งหนังสือถึงบริษัทประกันภัยว่าตนจะเป็นผู้รับผลประโยชน์จากสัญญาประกันชีวิต นั้นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นผู้เอาประกันภัยย่อมไม่สามารถโอนประโยชน์ใดๆ ตามสัญญา ประกันชีวิตไปยังบุคคลอื่นได้

5.เพราะเหตุใดเมื่อยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยแล้วมูลค่าเวนคืนเงินสดจึงมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนเบี้ยที่ชำระไปแล้ว

เพราะการซื้อประกันชีวิตเป็นการเฉลี่ยภัยในหมู่ผู้เอาประกันภัยด้วยกัน หากผู้เอาประกันภัยรายใดเสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตก็จะนำเงินจากเบี้ยประกันชีวิตของผู้เอาประกันภัยทุกคนไปจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ ของผู้ที่เสียชีวิต ดังนั้นเหตุที่มูลค่าเวนคืนเงินสดมีมูลค่าน้อยกว่าเพราะเบี้ยประกันภัยที่ท่านชำระมาแล้วส่วน หนึ่งจะถูกนำไปจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยรายอื่นที่เสียชีวิต


เกี่ยวกับการพิจารณาการเรียกร้องสินไหมทดแทน


1.สิทธิ์ข้อโต้แย้ง

ภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันทำสัญญาประกันภัย หรือหากมีการต่ออายุกรมธรรม์ให้นับตั้งแต่วันต่อ อายุกรมธรรม์ครั้งสุดท้าย หากบริษัทฯ ได้ทราบข้อมูลว่าผู้เอาประกันภัยรู้อยู่แล้วในข้อความจริงใดแต่ไม่
เปิดเผยข้อความจริงนั้นให้บริษัทฯ ทราบ ซึ่งถ้าบริษัทฯ ทราบข้อความจริงนั้นๆ อาจจูงใจบริษัทให้เรียกเก็บเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือไม่ยอมทำสัญญาประกันภัยนี้จะตกเป็นโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 865 ซึ่งบริษัทอาจบอกล้างสัญญได้และไม่จ่ายเงินตามกรมธรรม์ตามสิทธิโต้แย้งดังกล่าวนี้ได้

2.ต้องการดาวน์โหลดแบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต้องทำอย่างไร

สามารถ Download แบบฟอร์มเรียกร้องสินไหมทดแทนได้จากเว็บไซต์ของบริษัทฯ (หัวข้อดาวน์โหลด แบบฟอร์ม และเลือกหัวข้อแบบฟอร์มเรียกร้องสินไหมฯ) หรือ คลิกที่นี่

3.การที่บริษัทฯได้ให้ระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยนั้น หากประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยในช่วง

หากผู้เอาประกันภัยมิได้ชำระเบี้ยประกันภัยเมื่อครบกำหนดชำระเบี้ยประกันบริษัทฯ จะผ่อนผันให้เป็น เวลา 30 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ โดยในระหว่างระยะเวลาผ่อนผันกรมธรรม์ประกันภัยยังคงมีผล บังคับผู้เอาประกันภัยจะได้รับความคุ้มครองตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โดยผู้เอา ประกันภัยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยภายในกำหนดผ่อนผันนั้นด้วย การรักษาดังกล่าวจึงจะได้รับความ คุ้มครอง อนึ่งหากผู้เอาประกันภัยมิได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวก่อนวันสิ้นสุดแห่งระยะเวลาผ่อนผัน กรมธรรม์ประกันภัยจะขาดอายุหมดความคุ้มครอง และไม่มีมูลค่าใดๆ เหลืออยู่อีกเลย เว้นแต่จะเป็นไป ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับมูลค่ากรมธรรม์ประกันภัย

(อนึ่ง สำหรับ Fax Claim (ใช้สิทธิผ่านโรงพยาบาลคู่สัญญาของบริษัทฯ) บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์กรณีเข้ารับการรักษาช่วงระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย)

4.ข้อควรทราบและปฎิบัติในการนำส่งเอกสารเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับใบเสร็จค่ารักษาและใบรับรอง

ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลต้นฉบับต้องมีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาล วัน เดือน ปี ที่รับเงิน ชื่อ-นามสกุล ผู้เอาประกันภัย วัน เดือน ปี ที่เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาล (กรณีผู้ป่วยในโรงพยาบาล) หรือวันที่เข้ารักษา (กรณีผู้ป่วยนอก) และต้องได้รับการ ประทับตราของโรงพยาบาลนั้นๆ ด้วย

5.กรณีที่ต้องการขอใบเสร็จค่ารักษาคืนเพื่อนำไปเบิกต่อที่อื่นจะต้องดำเนินการอย่างไร

ควรแจ้งความประสงค์ต้องการขอใบเสร็จรับเงินคืนแนบเรื่องมาพร้อมกันกับการส่งเอกสารเรียกร้องค่า สินไหมทดแทน
กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าชดเชยฯ ให้ไม่เต็มตามจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงิน บริษัทฯ จะคืนใบเสร็จรับเงินต้นฉบับให้โดยจะประทับตรารับรองการจ่ายลงในใบเสร็จรับเงิน
กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าชดเชยฯ ให้เต็มตามจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินแล้ว ทางฝ่ายสินไหมทดแทนจะไม่คืนใบเสร็จรับเงินต้นฉบับให้ แต่จะสำเนาใบเสร็จรับเงินพร้อมประทับตรา รับรองการจ่ายคืนให้เท่านั้น


เกี่ยวกับการพิจารณารับประกัน


1.แบบประกันมีกี่แบบ

ประกันชีวิตแบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ

1.แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)

คือการประกันชีวิตที่บริษัทฯ ตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ถ้าหากผู้เอา ประกันภัยเสียชีวิตภายใน ระยะเวลาที่กำหนดเช่น 1 ปี 5ปี 10 ปี หรือ 20 ปี สัญญาประกันชีวิตแบบนี้มีลักษณะเป็น การให้ความคุ้มครองการเลี่ยงภัยอันเกิดจากการ เสียชีวิตแต่เพียงอย่างเดียวไม่มีการสะสมทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับสัญญาประกันอัคคีภัย เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วจึงไม่มีมูลค่าใดๆ คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย

2.แบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

คือการประกันชีวิตที่บริษัทฯ ตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ ระบุไว้ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตโดยไม่คำนึงว่าจะเสียชีวิตเมื่อใด แต่ถ้าหากผู้ เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 99 ปี บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอา ประกันภัย

3.แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)

คือการประกันชีวิตที่บริษัทฯ ตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวน ที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ถ้าหาผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือจ่ายเงิน ให้แก่ผู้เอาประกันภัยถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวันที่สัญญาครบกำหนด

4.แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance)

คือการประกันชีวิตที่บริษัทฯ ตกลงว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง เป็นประจำให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวันที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยทั่วไปเงินได้ ประจำจะจ่ายเป็นปีทุกๆ ปีจนครบตามเงื่อนไขของสัญญา สัญญาประกันชีวิตแบบนี้เหมาะกับผู้เอา ประกันภัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสะสมทรัพย์ไว้เป็นค่าใช้จ่ายหลังจากเกษียณอายุการทำงานแล้ว

2.ประกันชีวิต คืออะไร

การประกันชีวิต   คือ การชดเชยรายได้ที่ต้องสูญเสียไปอันเนื่องมาจากการตาย ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือ ชราภาพ โดยบริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับผลประโยชน์ ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต

ผู้เอาประกันภัย  คือ บุคคลที่ตกลงทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันชีวิตโดยอาศัยสาเหตุของการมีชีวิต หรือการตายเป็นเงื่อนไขในการจ่ายเงินประกันชีวิต

ผู้รับผลประโยชน์  คือ บุคคลที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตว่าจะเป็นผู้ได้รับเงินประกันชีวิตตามเงื่อนไข ที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้รับผลประโยชน์อาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้เอาประกันภัยก็ได้

3.ทำไมจึงต้องมีประกันชีวิต

สาเหตุที่ต้องมีการประกันชีวิตเพราะ ผู้เอาประกันชีวิตต้องการได้รับประโยชน์ในด้านความคุ้มครอง คือ เมื่อมีภัยเกิดขึ้นแก่ชีวิตทำให้ผู้เอา ประกันภัยต้องสูญเสียรายได้เนื่องจากการตาย ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือชราภาพ บริษัทประกันชีวิตจะ จ่ายเงินได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับผลประโยชน์แล้วแต่กรณี

เพื่อการออมทรัพย์ หากผู้เอาประกันภัยเลือกซื้อการประกันชีวิตแบบที่มีการออมทรัพย์รวมอยู่ด้วย ผู้เอา ประกันชีวิตจัดเป็นสถาบันการเงินเช่นเดียวกับธนาคารและบริษัทเงินทุน การประกันชีวิตให้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

บริษัทประกันชีวิตจะนำเงินส่วนที่ เป็นเงินออมของผู้เอาประกันภัยไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรของ องค์การหรือรัฐวิสาหกิจ หรือตั๋วเงินคลังของกระทรวงการคลัง หรือนำไปลงทุนซื้อหุ้น หรือหุ้นกู้ใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า สนามบิน ถนนหนทาง รถไฟฟ้า และอื่นๆ อันเป็นการลดภาระของรัฐบาลที่จะต้องกู้ยืมเงินจาก ต่างประเทศ

4.การพิจารณารับประกันภัยคืออะไร

การพิจารณารับประกันภัยหมายถึง  การที่บริษัทประกันชีวิตนำข้อมูลที่ได้รับจากผู้เอาประกันภัยซึ่งได้ กรอกไว้ในใบคำขอเอาประกันชีวิตมาตรวจสอบและตัดสินใจว่าจะรับ หรือไม่รับประกันภัยโดยพิจารณาใน องค์ประกอบหลายๆ ด้าน ดังต่อไปนี้

1.พิจารณาถึงอาชีพว่ามีความเสี่ยงต่ออันตรายหรือชีวิตมากน้อยเพียงใดเช่นอาชีพขี่มอเตอร์ไซต์รับจ้างจะมี ความเสี่ยงสูงมากกว่าพนักงานบริษัทเป็นต้น ในส่วนของรายได้นั้นก็จะพิจารณาถึงความสามารถในการ ชำระเบี้ยประกันภัยรวมถึงจำนวนเงินเอาประกันชีวิตสูงเกินความจำเป็นหรือไม่

2.ข้อมูลการทำประกันชีวิตของผู้เอาประกันภัยที่มีผลบังคับทุกฉบับและที่กำลังยื่นเอาประกันภัยกับบริษัท

3.ประกันชีวิตอื่นรวมถึงข้อมูลการเคยถูกปฎิเสธการรับประกันชีวิตมาก่อน ประวัติการรักษาพยาบาล

4.การแต่งตั้งผู้รับผลประโยชน์ควรเป็นบุคคลในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เช่น บิดา มารดา พี่ น้อง สามี ภรรยา และบุตร เป็นต้น

5.สิ่งที่จะต้องเตรียมเมื่อทำประกันชีวิต

ในการสมัครทำประกันชีวิตนั้นจะต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้  ใบสมัครขอเอาประกันภัยที่กรอกถูกต้องและครบถ้วน  เบี้ยประกันภัยงวดแรก   สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้านของผู้เอาประกันภัยและผู้รับผลประโยชน์
ในบางครั้งบริษัทประกันชีวิตอาจขอดูผลตรวจสุขภาพและเอกสารอื่นๆ